Main Area

Main

เข้าพรรษา ทำบุญถวายไฟฟ้า และ กราบนมัสการ หลวงพ่อจรัญ ณ วัดหลวงขุนวิน เชียงใหม่

เข้าพรรษา ทำบุญถวายไฟฟ้า และ กราบนมัสการ หลวงพ่อจรัญ ณ วัดหลวงขุนวิน เชียงใหม่
Advertisment

วัดหลวงขุนวิน อยู่ในการดูแลของเจ้าอาวาสพระอธิการจรัญ ทกฺขญาโณ พระสายปฏิบัติ ที่มีลูกศิษย์ผู้ศรัทธาต่างเดินทางมานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่เรื่อยมา เนื่องจากเป็นวัดที่ร่มรื่น อากาศเย็นสบาย ทั้งยังมีนักท่องเที่ยวแวะมาชมสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่สวยงามอยู่บ้าง

วัดหลวงขุนวิน มีพระจำวัดประมาณ 6 รูป ที่เคร่งครัดเรื่องปฏิบัติกรรมฐาน และเนื่องจากบ้านชาวบ้านที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตรนั้นเป็นชาวเขา ฐานะยากจน พระสงฆ์จึงไม่ได้ออกเดินบิณฑบาต ที่นี่จึงมีโรงครัวที่มีแม่ชีบุญมีคอยดูแลเรื่องการทำอาหาร ถวายพระวันละ 1 มื้อเท่านั้น ภายในครัวยังใช้เตาถ่านในการประกอบอาหารเนื่องจากวัดนี้ยังขาดแคลนไฟฟ้า ถึงแม้วัดจะมีโซล่าร์เซลล์ และเครื่องปั่นไฟที่ลูกศิษย์บริจาคมาให้ก็ตาม ก็ต้องใช้ไฟเมื่อยามจำเป็นเท่านั้น

เมื่อถึงวันสำคัญต่างๆ ชาวบ้านระแวกวัดเป็นที่เป็นชาวเขาจากหลายสิบหมู่บ้านจะมารวมตัวกันเพื่อทำบุญ รักษาศีล สวดมนต์

วัดตั้งอยู่บนเขาสูงซึ่งห่างจากเมืองหลายสิบกิโลเมตร ถนนทางขึ้นวัดราว 5 กิโลเมตรในช่วงหน้าฝนจะยิ่งลำบากในการขึ้นลงอย่างมาก เนื่องจากเป็นทางดินลาดชันและลื่น ต้องใช้รถ 4×4 ในการเดินทางเท่านั้น

ด้วยที่ตั้งที่อยู่ห่างไกลนี้จึงทำให้วัดหลวงขุนวิน ยังขาดเรื่องไฟฟ้า ปัจจุบันยังรอการมาติดตั้งแต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมาก และยังขาดถนนหนทางที่เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย

บรรยากาศสงบเงียบภายในวัดที่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม

บรรยากาศสงบเงียบภายในวัดที่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม

พื้นที่ป่ากว้างขวางในการปฏิบัติธรรม

ลูกศิษย์ร่วมสวดมนต์ ทำวัตรเย็น

บริเวณพระธาตุหลวงขุนวิน

ทางเข้าวัดหลวงขุนวิน มีศิลปะที่สวยงาม

ประวัติวัดหลวงขุนวิน
วัดหลวงขุนวินนั้น มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา ณ บริเวณที่ตั้งวัด และประทับรอยพระบาทไว้ในป่าแห่งนี้ ตามปกติพระพุทธเจ้าเสด็จไปแห่งใด จะไม่มีรอยพระบาท นอกจากจะทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาท ซึ่งรอยพระบาทนี้เรียกว่า “พระบาทย่ำหวิด ” ย่ำ คือ “เหยียบ ” หวิด คือ แหว่งไป เนื่องจากพระบาทที่ทรงย่ำนั้น มีรอยแหว่ง เพราะแผ่นหินที่ประทับรอยพระบาทนั้นมีขนาดเล็กเกินไป ทำให้นิ้วของพระบาทหายหรือแหว่งไป และชื่อเมืองแต่เดิมชื่อ “หวิด ” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “วิน ” จึงเป็นเมืองวินหรือขุนวิน ชาวบ้านได้ทูลขอพระเกศาธาตุจากพระพุทธองค์ แล้วจึงสร้างเจดีย์ไว้บรรจุพระธาตุเพื่อการกราบไหว้บูชาต่อไป และชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างวัดไว้ด้วย คือวัดหลวงขุนวิน ในปัจจุบัน

ประวัติหลวงหลวงพ่อจรัญ ทกฺขญาโณ 
หลวงพ่อจรัญ ทกฺขญาโณ เป็นคนจังหวัดน่าน ขณะทำงานที่กรุงเทพฯ มีความสนใจศึกษาและฝึกปฏิบัติจนเกิดศรัทธา และบวชที่วัดสังฆทาน ในปี พ.ศ. 2529 เมื่ออายุได้ 27 ปี พรรษาแรกจำพรรษาที่อุ้มผาง จังหวัดตาก และผ่านการเก็บอารมณ์ที่วัดหนองไผ่เจริญธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 4 ปี

ต่อมาท่านธุดงค์ไปทางภาคเหนือเพื่อการปฏิบัติ จนพบวัดพันต้น ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่กลางทุ่ง ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตามประวัตินั้นเป็นวัดที่จัดให้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎก มีพระมาประชุมกันพันองค์ หรือพันต้น ท่านเห็นว่าเป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะแก่การฝึกปฏิบัติจึงอยู่จำพรรษาที่วัดนี้เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งในปีสุดท้ายนั้นมีพระจากวัดสังฆทานธุดงค์ผ่านมา ท่านจึงบอกทางไปจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยให้ตัดตรงผ่านเส้นทางนี้ไป ท่านจึงพบวัดหลวงขุนวินโดยบังเอิญ ซึ่งขณะนั้นพระอาจารย์สมบูรณ์ รตนญาโณ (ลูกศิษย์หลวงพ่อสนิท ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่สังวาลย์ วัดทุ่งสามัคคีธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี) เป็นผู้ดูแลวัดได้ 8 ปีแล้ว พระอาจารย์สมบูรณ์จึงดีใจที่ได้พบพระจากวัดสังฆทาน และยกวัดให้หลวงพ่อจรัญ ทกฺขญาโณ ดูแลวัดสืบต่อไป ในปลายปี พ.ศ. 2539 นั้นเอง

หลวงพ่อจรัญ ทกฺขญาโณ จึงอยู่ที่วัดหลวงขุนวินเรื่อยมา ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะอยู่เงียบๆ แต่มีพระท่านขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นหมู่คณะ และดูแลปกครองกันจนเป็นสาขาหนึ่งของวัดสังฆทาน ช่วยกันบูรณะและดูแลวัดเรื่อยมา ปัจจุบันที่วัดมีพระ 17 รูป (ปี 2551)

ปัจจุบัน มีคนเมืองหรือคนจากเชียงใหม่ที่สนใจการทำสมาธิเข้ามาวัดในวันเสาร์-อาทิตย์ กันมากขึ้น เพื่อการฝึกปฏิบัติกรรมฐานและภาวนา ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามร่มรื่น บรรยากาศดี และอากาศเย็นตลอดปี มักจะมีชาวต่างชาติเข้ามาแวะเยี่ยมชมโบราณสถานในวัดอยู่เสมอ วัดอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางเชียงใหม่-ฮอด เมื่อถึงสามแยกสันป่าตองให้เลี้ยงขวาไปอำเภอแม่วาง (ถึงแม่วางกิโลเมตรที่ 12) ไปตามทางจนถึงกิโลเมตรที่ 26 ถึงหมู่บ้านขุนวิน จะเห็นป้ายบอกทางไปวัดหลวงขุนวินอยู่ด้านขวามือ จากทางแยกนี้ไป ถึงวัดประมาณ 10 กิโลเมตร จะเป็นทางลูกรังตลอดในช่วง 5 กิโลเมตรแรก ทางค่อนข้างลาดชันจนถึงบ้านกะเหรี่ยงห้วยหยวก ซึ่งรถกระบะธรรมดาขึ้นได้ ส่วน 5 กิโลเมตรหลังเป็นทางที่ขึ้นได้เฉพาะขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น เนื่องจากเป็นถนนที่ใช้แรงคนในการขุดจึงต้องมีการซ่อมแซมกันตลอดเวลา

Advertisment
2017 ข่าวล่าสุด. All rights reserved. Designed by ข่าวล่าสุด